ผู้สูงวัยกับสุขภาพจิตในยุคปัญญาประดิษฐ์

โลกของเรากำลังเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีใครบางคนกำลังเดินช้าลง คนกลุ่มนั้นคือ “ผู้สูงวัย”และเมื่อสังคมก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว เรื่องสุขภาพจิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ความเหงา ความเศร้า ความวิตกกังวล หรือแม้แต่ความหลงลืมเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ กัดกินความมั่นใจ ล้วนเป็นเงาตามติดชีวิตของผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตสั้นลง แต่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า AI ก็กำลังก้าวเข้ามาในฐานะ “เครื่องมือ” ที่ช่วยพยุงใจผู้สูงวัยให้ “เดินต่อ” ไปได้อย่างมั่นคงขึ้น

AI ถูกนำมาใช้ในงานด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การประเมินภาวะทางอารมณ์ การติดตามความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ ไปจนถึงการออกแบบแผนการดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน เครื่องมือเหล่านี้อ่านข้อมูลจากวิถีชีวิตประจำวัน รูปแบบการสื่อสาร แม้กระทั่งโทนเสียงและถ้อยคำ เพื่อช่วยมองเห็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพจิตก่อนจะลุกลามไปไกล1 แต่บางครั้งสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ อาจไม่ใช่ยา ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็น “ใครสักคนที่คอยรับฟัง” นักวิชาการหลายคนจึงได้พยายามยามพัฒนา AI ให้ทำหน้าที่มากกว่าเครื่องมือทั่วไป ให้เป็นเทคโนโลยีที่เน้นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยเรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ของตนเอง รับมือกับความโดดเดี่ยว และค่อย ๆ ฟื้นคืนคุณค่าในชีวิต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “เพื่อนเสมือนจริง” ที่สามารถสนทนา ตอบสนองอย่างเข้าใจ และอยู่เป็นเพื่อนในวันที่บ้านเงียบเหงา โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตลำพัง2

สำหรับผู้สูงอายุที่เริ่มหลงลืมมากขึ้นอีกนิด แต่ยังไม่อยากยอมแพ้เวลา ระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ยังได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยประเมินและช่วยการทำงานของสมอง อารมณ์ และกิจวัตรประจำวันอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น AI ยังถูกนำมาใช้ในการบำบัดเพื่อฟื้นความทรงจำได้ โดยกระตุ้นผ่านภาพ เสียง หรือสื่อที่เชื่อมโยงกับอดีตที่ผู้สูงอายุคุ้นเคย ความทรงจำเหล่านั้นไม่เพียงทำให้ผู้สูงวัยยิ้มได้เท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาให้จิตใจอ่อนโยนลง และมั่นคงขึ้นได้3

สุขภาพจิตของผู้สูงอายุไม่ได้เติบโตจากภายในเพียงลำพัง มันต้องการ “คนอื่น” และ “ความสัมพันธ์” ด้วยเหตุนี้ AI จึงถูกพัฒนาให้มีบทบาทในการเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ช่วยเชื่อมผู้สูงวัยกลับเข้าสู่โลกของการพูดคุย การรับฟัง และการมีส่วนร่วม แชตบอตและเพื่อนเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ ตั้งแต่บทสนทนาเล็ก ๆ ไปจนถึงการเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ช่วยลดความเหงาและทำให้ผู้สูงวัยรู้สึกว่ายังมีใครบางคนอยู่ข้าง ๆ นอกจากถ้อยคำ AI ยังถูกนำมาใช้ในการบำบัดด้วยเสียง ผ่านหุ่นยนต์หรืออุปกรณ์ภายในบ้าน ระบบเหล่านี้รับรู้การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และสร้างเสียงบำบัดที่เหมาะสมกับสภาวะจิตใจได้ ช่วยลดความตึงเครียด และเยียวยาความรู้สึกถูกทอดทิ้งในผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตเพียงลำพัง4

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีไม่ได้มีแค่ด้านสว่าง การนำ AI มาใช้ในงานสุขภาพจิตของผู้สูงวัยอาจยังเผชิญกับคำถามสำคัญในเรื่องจริยธรรมกับความเป็นส่วนตัว เพราะข้อมูลเกี่ยวกับจิตใจย่อมเป็นสิ่งเปราะบาง อีกทั้งช่องว่างทางดิจิทัลก็ยังเป็นกำแพงสูง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีโอกาส ไม่มีทักษะ หรือไม่มีใครคอยช่วยพาเข้าไปถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้ประโยชน์ของ AI ไม่ได้ตกถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม5 ดังนั้น การพัฒนา AI เพื่อสุขภาพจิตของผู้สูงวัยในอนาคต จึงไม่ควรเป็นแค่เรื่องของเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น แต่ควรเป็นเรื่องของหัวใจที่อ่อนโยนมากขึ้นด้วย เช่น การผสาน AI เข้ากับการดูแลแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การรักษาความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจ ระหว่างผู้ดูแลกับผู้สูงวัย รวมไปถึงการออกแบบระบบที่เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมและบริบทของชีวิตจริง6

แต่คำถามสำคัญก็คือ เราจะยอมให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือไม่ ข้อมูลส่วนตัวจะถูกปกป้องอย่างแท้จริงเพียงใด และระบบเหล่านี้ถูกออกแบบโดยฟังเสียงของผู้สูงวัยมากน้อยแค่ไหน ผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากครอบครัว ผู้ดูแล และนักพัฒนา เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไม่รู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง7

ท้ายที่สุด AI อาจไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่หากถูกใช้ด้วยความเข้าใจ มันอาจเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมใจผู้สูงวัยเข้ากับโลกที่ยังคงหมุนต่อไปเรื่อย ๆ ฉะนั้น การพัฒนา AI เพื่อผู้สูงวัยจึงควรเดินไปบนเส้นทางแห่งความสมดุล ระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กับความอ่อนโยนของความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ผู้สูงวัยไม่เพียงแต่อยู่รอดในยุคดิจิทัล แต่ยัง “มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความหมาย”

เขียนโดย
ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ (ICEM)

รายการอ้างอิง

  1. da Silva, T. M. H. R. (2025). Integrating Artificial Intelligence in Geriatric Care: Enhancing Physical and Mental Health Outcomes. In K Wongmahesak & R. Rillera Marzo (Eds.), Physical Health, Mental Health, and Human Well-Being in the Age of AI(pp. 233-260). IGI Global Scientific Publishing.
  2. Suta, P., Chan, J. H., & Mongkolnam, P. (2025). Enhancing Elderly Well-Being Through AI-Based Virtual Companion Systems: A Cooperative Approach. In International Conference on Cooperative Design, Visualization and Engineering(pp. 86-99). Springer.
  3. Reed, J. M., Dodson, T., Petrinec, A., Hughes, J., & Miller, R. D. (2025). The HARMONEE project: Using GenAI images for reminiscence with older adults in long-term care. Geriatric Nursing65, 103448.
  4. Shi, Y., Ma, C., Wang, C., Wu, T., & Jiang, X. (2024, May). Harmonizing Emotions: An AI-Driven Sound Therapy System Design for Enhancing Mental Health of Older Adults. In International Conference on Human-Computer Interaction(pp. 439-455). Springer.
  5. Stanford, J. A., & Just, S. A. (2025). Quantitative Research on Digitalized Treatment Options for Older Adults with Mental Illness: Scoping Review. JMIR Mental Health12, e70321.
  6. Stoeckel, L. E., John, D., & Sutterer, M. (2025). Toward AI-Driven Precision Measurement of Cognition, Behavior, and Psychological Function in Aging and Alzheimer’s Disease and Alzheimer’s Disease-Related Dementias. The Journals of Gerontology, Series B: Psychological Sciences and Social Sciences80(7), gbaf045.
  7. Wolfe, B. H., Oh, Y. J., Choung, H., Cui, X., Weinzapfel, J., Cooper, R. A., … & Lehto, R. (2025). Caregiving artificial intelligence chatbot for older adults and their preferences, well-being, and social connectivity: mixed-method study. Journal of Medical Internet Research27, e65776.
Scroll to Top