โลกเปลี่ยนแต่เราเปลี่ยนทัน: ปรับความคิด ทำความรู้จัก AI ด้วยพลังสมองที่ไม่มีวันหมดอายุ

ความจริงทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าสมองของคนเราไม่มีวันหมดอายุการใช้งาน ทำให้ความเชื่อที่ว่า “คนสูงวัยไม่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI ได้” เป็นเพียงมายาคติเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สมองของมนุษย์คล้ายกับกล้ามเนื้อ ยิ่งอายุมากขึ้น หากฝึกสมองให้คิด ทำความเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ความสามารถในการเรียนรู้ของสมองจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่เซลล์สมองก็จะสร้างเส้นใยประสาทใหม่เชื่อมต่อกันเพิ่มขึ้น1 การเรียนรู้เรื่อง AI จึงไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในโลกที่ AI แทรกซึมอยู่เกือบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แต่ยังถือเป็น “การออกกำลังสมอง” ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดและการประมวลข้อมูลของสมองไม่ให้ร่วงโรยตามอายุอีกด้วย

แม้ว่าผู้สูงอายุมักไม่คิดว่าจะเข้าไปใช้ หรือไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI แต่จากการที่สมองกลนี้ ไม่เคยหยุดพัฒนา ทำให้โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นแง่ของการสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ การงานอาชีพ การเข้าถึงสวัสดิการ การทำธุรกรรมทางการเงิน และที่สำคัญจากงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Governance) ชี้ว่า AI ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐได้ง่ายขึ้น ลดคิว ลดข้อจำกัดเวลา ถึงแม้ว่าปัจจัยรายได้ การศึกษา และบริบทที่อยู่อาศัยยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการใช้บริการดิจิทัลเหล่านี้ก็ตาม2 ฉะนั้น ถึงแม้ผู้สูงอายุจะไม่อยากใช้ ไม่อยากเรียนรู้เรื่อง AI แต่ความเป็นไปได้ในการหลีกเลี่ยง AI มีน้อยลงทุกที การทำความรู้จักพัฒนาการและกลไกการทำงานของ AI จะทำให้เข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ และที่สำคัญ จะทำให้เป็นผู้ควบคุม เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง และคนรอบข้างได้อย่างรู้เท่าทัน

 AI คืออะไร และทำงานอย่างไร

จุดเริ่มต้นของ AI เกิดขึ้นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้าง “เครื่องจักรที่คิดได้”3 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของนักวิทยาศาสตร์ในพัฒนาเครื่องจักรที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ต่อมาเมื่อมีอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น ก็ทำให้ความสามารถของเครื่องจักรสมองกลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เพราะอินเทอร์เน็ตได้รวบรวมแหล่งข้อมูลมหาศาลจนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning)4 ทำให้เครื่องจักรหัดคิดเองได้มากขึ้น จวบจนปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าอย่างมาก ส่งผลให้เครื่องจักรที่มีสมองนี้ ทำงานได้ไม่ต่างจากสมองมนุษย์ และยังเก่งกว่าในหลายด้าน เพราะไม่เพียงแต่สามารถประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ยังสามารถสร้างสรรค์ เสนอแนะทางเลือก ป้อนข้อมูลกลับได้อีกด้วย

          หากจะอธิบายพัฒนาการและความสามารถของ AI ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบได้กับพัฒนาการในการเรียนรู้ของมนุษย์4  ดังนี้

  • ยุคเด็กน้อยหัดจำ (ค.ศ.1950 – 1990): เป็นยุคที่ AI ยังไม่ค่อยฉลาดนัก ต้องอาศัยคน “สั่ง”  เช่น เครื่องคิดเลข หรือเกมหมากรุกคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ ที่เดินตามสูตรที่คนวางไว้
  • ยุคนักเรียนช่างสังเกต (ค.ศ.1990 – 2010): ยุคนี้ AI เริ่มเก่งขึ้น ไม่ต้องรอให้สั่งทุกอย่าง แต่เริ่ม “เรียนรู้จากตัวอย่าง” และจดจำเอาไว้ พอสั่งหรือขอข้อมูลไป ก็สามารถตอบกลับให้ข้อมูลได้เลย เช่น ให้แยกรูปหมาออกจากภาพสนามหญ้าหน้าบ้านที่ส่งไปให้ ก็จะทำได้โดยที่เราไม่ต้องอธิบายลักษณะของหมา หรือส่งภาพตัวอย่างหมาไปให้ดู เพราะ AI ได้เรียนรู้และจดจำข้อมูลไว้แล้ว
  • ยุคผู้ใหญ่รอบรู้ (ค.ศ. 2010 – ปัจจุบัน): เป็นยุคที่ AI พัฒนาจนมีโครงข่ายคล้ายเส้นประสาทในสมองมนุษย์ (Deep Learning) ทำให้สามารถใช้เหตุผล เชื่อมโยงเรื่องราว และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ ไม่ใช่เพียงบันทึกจดจำข้อมูลได้เท่านั้น แต่สามารถนำมาประมวล วิเคราะห์ และสังเคราะห์เป็นคำพูด เป็นรูปภาพ หรือเป็นบทเพลงได้เอง เช่น ChatGPT ที่เราสามารถพิมพ์คุยด้วยเหมือนคุยกับลูกหลานที่มีความรู้รอบโลก

จะเห็นได้ว่า AI ในปัจจุบันมีความสามารถมากกว่าการทำตามคำสั่งที่ป้อนเข้าไป แต่เรียนรู้จากตัวอย่างจำนวนมาก จนแยกแยะ คิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเหตุผล และสร้างสิ่งใหม่ได้เอง นอกจากนี้ ยัง “ช่วยคิด” และคุยโต้ตอบ ถกเถียงกับเราได้เหมือนเพื่อนคนหนึ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในทางตรงกันข้าม AI ก็ถูกนำไปใช้สร้างข้อมูลที่เหมือนจริง เพื่อนำมาหาผลประโยชน์หรือล่อลวงผู้สูงอายุ โดยมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI ในการทำ Voice Cloning ซึ่งเป็นการนำเอาคลิปเสียงสั้น ๆ จากโซเชียลมีเดียมาสร้างเสียงปลอม และ Deepfake ที่นำเอาวิดีโอที่โพสต์ไว้ในโซเชียลมีเดีย มาทำเลียนแบบใบหน้าและเสียงของคนที่ใกล้ชิดหรือคนดัง แล้วนำไปใช้หลอกลวงในหลากหลายรูปแบบ โดยมิจฉาชีพมักมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีน้อยหรือช้ากว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ อีกทั้งมักไม่กล้าแจ้งความเมื่อถูกหลอก เพราะรู้สึกอับอาย นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังอาศัยความไว้วางใจที่ผู้สูงอายุมีต่อสมาชิกในครอบครัว ผู้มีอำนาจ ตลอดจนความยากในการแยกแยะตรวจจับเสียง ภาพ วิดีโอปลอม มาใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงผู้สูงอายุ5,6

ดังนั้น เมื่อพลังสมองของผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจ AI ผู้สูงอายุจึงต้องก้าวข้ามความเชื่อที่ว่าตนเองเรียนรู้ไม่ได้แล้ว เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตที่ผ่านมา เพราะที่แน่ ๆ AI ไม่ได้เพียงผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วก็ผ่านไป เพียงแค่ปรับความคิดสักนิด โลกจะเปลี่ยนอย่างไร ผู้สูงอายุก็สามารถเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนให้ทันโลกได้อย่างแน่นอน

เขียนโดย
ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ (ICEM)

รายการอ้างอิง

  1.  Harvard Health Publishing. (2024, July 20). Train your brain: Practicing a new and challenging activity is a good bet for building and maintaining cognitive skills. Harvard Health-Harvard Medical School. https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/train-your-brain
  2. Pislaru, M., Vlad, C. S., Ivașcu, L., & Mircea, I. I. (2024). Citizen-centric governance: Enhancing citizen engagement through artificial intelligence tools. Sustainability, 16(7), Article 3100. https://doi.org/10.3390/su16073100
  3. (2567, 10 มกราคม). วิวัฒนาการ AI: จากจุดกำเนิดสู่ยุคเฟื่องฟู | ประวัติศาสตร์ AI และ Data Science ที่น่าทึ่ง. https://www.alphasec.co.th/post/วิวัฒนาการ-ai-จากจุดกำเนิดสู่ยุคเฟื่องฟู-ประวัติศาสตร์-ai-และ-data-science-ที่น่าทึ่ง
  4. Launchbury, J. (2017). A DARPA perspective on artificial intelligence. Defense Advanced Research Projects Agency. https://www.darpa.mil/about-us/timeline/three-waves-of-ai
  5. Herrera, L. D., Van Sickle, L., & Podhradsky, A. L. (2024). Bridging the protection gap: Innovative approaches to shield older adults from AI-enhanced scams. In Proceedings of the 2024 Cyber Awareness and Research Symposium (CARS). IEEE.
  6. Zhai, Y., Xue, X., Guo, Z., Jin, T., Diao, Y., & Jeung, J. (2025). Hear us, then protect us: Navigating deepfake scams and safeguard interventions with older adults through participatory design. In Proceedings of the 2025 CHI Conference on Human Factors in Computing Systems (Article No. 123). Association for Computing Machinery. https://doi.org/10.1145/3654777.3676453
Scroll to Top