ผู้สูงอายุรู้ทันสื่อ: ข้อมูลที่ต้องรู้เพื่อปรับตัวในยุคโลกร้อน!

“ภาวะโลกร้อน” “โลกเดือด” ทุกวันนี้เราได้ยินกันบ่อยขึ้น แต่เอาเข้าจริงเรารู้จักและตระหนักต่อสิ่งนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพูดถึง “โลกร้อน” (Global Warming) หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงอากาศร้อน ๆ ที่ทำให้เหงื่อออกตามตัว แต่ในความจริงภาวะโลกร้อนนั้นมีมากกว่าความร้อนที่เรารู้สึก และที่สำคัญยังมีอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน นั่นก็คือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) ซึ่งเป็นคำที่กว้างกว่า ตามกรอบของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Framework Convention on Climate Change: FCCC) และกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยให้คำอธิบายโดยรวมว่า ภาวะโลกร้อน หมายถึง อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความหมายกว้างกว่า ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของลักษณะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอากาศ เช่น อุณหภูมิ ฝน และลม อันเป็นผลทางตรงหรือทางอ้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ หรือจากความผันแปรตามธรรมชาติ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั่นเอง 

ภาวะโลกร้อนจึงเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากและส่งผลกระทบกับคนทั้งโลก ประเทศไทยของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ไม่เหมือนเดิม บางวันอากาศร้อนจัดจนแทบจะทนไม่ไหว บางช่วงก็ฝนตกหนักยาวนานจนเกิดน้ำท่วม หรือน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนพื้นที่หลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ “โลกร้อน” ทั้งสิ้น การรู้เท่าทันสื่อจึงไม่เพียงแต่การระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อลวง การใช้สื่อให้เกิดประโยชน์เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือติดตามข้อมูลข่าวสารรอบตัวก็ช่วยให้เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ด้านได้อย่างมีสติ และมีแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนจากภาวะโลกที่ร้อนมากขึ้น ดังที่เราได้ยินได้ฟังข่าวของสภาพอากาศที่ผิดปกติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า หรือคลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายภูมิภาคทั่วโลกนี้ การทำความเข้าใจไปจนถึงการสร้างความตระหนักต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต่อคนทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุ

แล้ว…ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร

ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่เราเริ่มรู้จักคำนี้ แต่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นตามพัฒนาการของสังคมมนุษย์1-2  ซึ่งสามารถลำดับได้คร่าว ๆ ดังนี้

จุดเริ่มต้น: ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณกลางศตวรรษที่ 18)

ภาวะโลกร้อนเริ่มมีจุดเปลี่ยนสำคัญตั้งแต่ช่วงประมาณ ค.ศ. 1750 หรือช่วงของการเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มหันมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงานสัตว์และคน โดยการนำถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักในภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคมอย่างแพร่หลาย การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สะสมในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกค่อย ๆ สูงขึ้น

เริ่มวัดได้ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ (ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20)  

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยประมาณตั้งแต่ราว ค.ศ. 1880 เป็นต้นมา มนุษยชาติเริ่มมีการบันทึกอุณหภูมิโลกอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเครื่องมือทางอุตุนิยมวิทยาทำให้สามารถเก็บข้อมูลอุณหภูมิจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างน่าเชื่อถือ ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นแนวโน้มที่สอดคล้องกันว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ในระยะแรก แต่ก็มีความชัดเจนมากพอที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามถึงสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะบทบาทของกิจกรรมมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มขึ้น และส่งผลให้โลกค่อย ๆ อุ่นขึ้นในระยะยาว ระบบการวัดและบันทึกทำให้สามารถเปรียบเทียบและประเมินระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นระบบและชัดเจน

ภาวะโลกร้อนชัดเจนมากขึ้น (หลังปี ค.ศ. 1950)

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกได้เข้าสู่ช่วงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ เพิ่มการผลิตสินค้า การคมนาคม และการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเผาไหม้พลังงานเหล่านี้ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ สะสมในบรรยากาศในปริมาณสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลักฐานจากการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ ทั้งข้อมูลอุณหภูมิ การวิเคราะห์แกนน้ำแข็ง และการตรวจวัดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าปัจจัยทางธรรมชาติ ภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่เพียงสมมติฐานอีกต่อไป แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนในวงการวิทยาศาสตร์ และกลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพของมนุษย์ในวงกว้าง

ปัจจุบัน: วิกฤตระดับโลก

ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนได้พัฒนาไปสู่สถานะของวิกฤตระดับโลกอย่างชัดเจน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าใกล้หรือเกินขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินว่าเป็นจุดเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก ผลกระทบของภาวะโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเท่านั้น แต่ยังแสดงออกผ่านเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น เช่น คลื่นความร้อนยาวนาน น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งรุนแรง พายุที่ทวีความรุนแรง รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ สุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีรายได้น้อย แม้ประชาคมโลกจะตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและมีความพยายามร่วมกันผ่านข้อตกลงและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมยังไม่เพียงพอ ทำให้ภาวะโลกร้อนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนของสังคมโลก

ทำไมผู้สูงอายุต้องรู้เท่าทันภาวะโลกร้อน?

ผู้สูงอายุนับเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามวัย การมีโรคเรื้อรัง การเคลื่อนไหวที่จำกัด การแยกตัวทางสังคม รวมทั้งข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงในด้านต่างๆ  เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น3-5

ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนในผู้สูงอายุ

ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิลดลง เนื่องจากการทำงานของต่อมเหงื่อและระบบไหลเวียนเลือดเสื่อมถอยตามวัย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด ภาวะสับสนเฉียบพลัน และเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน เช่น โอโซนและควันจากการเผาไหม้ ยังส่งผลให้โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจกำเริบ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหอบหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำก็เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความรู้สึกกระหายน้ำลดลงและการปรับตัวของร่างกายที่ช้าลง ภาวะขาดน้ำดังกล่าวอาจนำไปสู่ปัญหาไต การรู้คิด (cognitive function) ลดลง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงต่อผู้สูงอายุ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น เช่น น้ำท่วม พายุ และไฟป่า ซึ่งผู้สูงอายุมีโอกาสได้รับผลกระทบสูงและมักพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพ ความคล่องตัวที่ลดลง และความยากลำบากในการอพยพหรือรับรู้ข้อมูลเตือนภัยได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจไม่แข็งแรงเพียงพอในการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง เมื่อเกิดภัยพิบัติ ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการฟื้นฟูชีวิตหลังเหตุการณ์ ทั้งจากการพลัดถิ่น การเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำกัด และปัญหาด้านที่อยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงในการดำรงชีวิต

ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สูงอายุภายใต้ภาวะโลกร้อน

ผู้สูงอายุจำนวนมากเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้คงที่หรือรายได้น้อย ซึ่งทำให้ไม่สามารถรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ค่าไฟฟ้าสำหรับการทำความเย็นในช่วงอากาศร้อนจัด หรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังภัยพิบัติ ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุบางส่วนยังขาดการออกแบบที่เหมาะสมต่อการรับมือกับความร้อนและสภาพอากาศรุนแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน การแยกตัวทางสังคมและการอยู่อาศัยเพียงลำพังยังลดโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ทำให้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น

ความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำในผู้สูงอายุ

ภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจทำให้การผลิตและการกระจายอาหารหยุดชะงัก ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยหรืออาศัยอยู่เพียงลำพัง มีความเสี่ยงที่จะเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการได้ง่าย นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วมและอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของอาหารและน้ำ เมื่อประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงตามวัย ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเจ็บป่วยจากอาหารและน้ำที่ไม่ปลอดภัยสูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรงและกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

บทส่งท้าย

ภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงประเด็นของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นมาตั้งแต่อดีตและส่งผลชัดเจนต่อชีวิตของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ผู้สูงอายุไม่เพียงแต่เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ ความรู้ และศักยภาพในการมีส่วนร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมีคุณค่า การรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลด้านโลกร้อนจะช่วยให้ผู้สูงอายุแยกแยะข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าใจผลกระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต พร้อมทั้งปรับตัวได้อย่างเหมาะสม เมื่อผู้สูงอายุได้รับการเสริมพลังอย่างถูกทาง พวกเขาย่อมสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ ถ่ายทอดประสบการณ์ และร่วมสร้างสังคมที่พร้อมรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นอย่างยั่งยืนร่วมกันได้

เขียนโดย
ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ (ICEM)

รายการอ้างอิง

  1. (2018). Summary for Policymakers. In: Global Warming of 1.5°C. An IPCC Special Report on the impacts of global warming of 1.5°C above pre-industrial levels and related global greenhouse gas emission pathways, in the context of strengthening the global response to the threat of climate change, sustainable development, and efforts to eradicate poverty [Masson-Delmotte, V., P. Zhai, H.-O. Pörtner, D. Roberts, J. Skea, P.R. Shukla, A. Pirani, W. Moufouma-Okia, C. Péan, R. Pidcock, S. Connors, J.B.R. Matthews, Y. Chen, X. Zhou, M.I. Gomis, E. Lonnoy, T. Maycock, M. Tignor, and T. Waterfield (eds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, UK and New York, NY, USA, pp. 3-24. https://doi.org/10.1017/9781009157940.001.
  2. Arias, P.A., N. Bellouin, E. Coppola, R.G. Jones, G. Krinner, J. Marotzke, V. Naik, M.D. Palmer, G.-K. Plattner, J. Rogelj, M. Rojas, J. Sillmann, T. Storelvmo, P.W. Thorne, B. Trewin, K. Achuta Rao, B. Adhikary, R.P. Allan, K. Armour, G.,… Zickfeld, (2021). Technical Summary. In Climate Change 2021: The Physical Science Basis. Contribution of Working Group I to the Sixth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change [Masson-Delmotte, V., P. Zhai, A. Pirani, S.L. Connors, C. Péan, S. Berger, N. Caud, Y. Chen, L. Goldfarb, M.I. Gomis, M. Huang, K. Leitzell, E. Lonnoy, J.B.R. Matthews, T.K. Maycock, T. Waterfield, O. Yelekçi, R. Yu, and B. Zhou (eds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, United Kingdom and New York, NY, USA, pp. 33−144. doi:10.1017/9781009157896.002.
  3. Ni Q, Dong H, Kaniadakis A, Wang Z, Ge C. (2025). Investigating Older Adults’ Response to Climate Change. Int J Environ Res Public Health, 24;22(2):154. doi: 3390/ijerph22020154. PMID: 40003380; PMCID: PMC11855690.
  4. Figueiredo, D. M., et al. (2024). The interplay between climate change and ageing: A systematic review of health indicators. PubMed. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38656926/
  5. Akter, F., Fahmida, U., & Nguyen, T. H. (2025). Impact of extreme weather events on food security among older people: A systematic review. Aging Clinical and Experimental Research, 37, Article 137. https://link.springer.com/article/10.1007/s40520-025-03050-3
Scroll to Top